ภัยเสี่ยงของสุนัขและแมวในช่วงเทศกาล

สัตว์เลี้ยงป่วยหนัก มีอาหารต้องห้ามมากมาย

ช่วงปลายปีมีเทศกาลงานรื่นเริงมากมาย ตั้งแต่คืนฮัลโลวีน ลอยกระทง งานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นเวลาแห่งความสนุกสนาน ผู้คนพลุกพล่าน และเสียงอึกทึกครึกโครมอาจเกิดความเสี่ยงทำให้สัตว์เลี้ยงแสนรักตกอกตกใจ การตกแต่งบ้านเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์และจัดงานเลี้ยงอาจทำให้สุนัขและแมวเกิดความเครียด กินขนมหวานหรืออาหารที่เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ ตกใจหนีเตลิดออกจากบ้าน เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำเป็นต้องป้องกันและดูแลให้ปลอดภัย

สาเหตุที่ทำให้สัตว์เลี้ยงป่วยหนัก

เทศกาลเต็มไปด้วยขนมหวาน อาหารบางอย่างและขนมหวานอันโอชะอาจทำให้สัตว์เลี้ยงป่วยหนัก มีอาหารต้องห้ามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหัวหอม กระเทียม องุ่น ลูกเกด ช็อกโกแลต ลูกอม หมากฝรั่ง ชา กาแฟ หรือแม้แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามให้กินเด็ดขาด ช็อกโกแลตเป็นขนมหวานที่มีความเสี่ยงที่สุด ยิ่งเป็นดาร์กช็อตโกแลตที่มีความเข้มข้นของโกโก้สูงส่งผลให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติและอาจเกิดอาการชักได้ทั้งสุนัขและแมว เกิดตับอ่อนอักเสบและมีโรคแทรกซ้อนร้ายแรง สิ่งที่อันตรายกับสุนัขมากกว่าช็อกโกแลตคือ ไซลิทอล ซึ่งเป็นสารทดแทนน้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบในหมากฝรั่งและลูกอมทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำ มีอาการชัก และตับล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต อาหารที่ดูไม่น่ามีอันตรายอย่างลูกเกดและองุ่นก็อาจมีผลให้สุนัขบางตัวเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน

หากกินกระดาษห่อลูกอมเข้าไปจะเกิดการระคายเคืองทางเดินอาหารหรือระบบย่อยอาหาร อาจต้องไปพบสัตว์แพทย์เพื่อตรวจและผ่าตัดเอาออก เมื่อจัดปาร์ตี้สัตว์เลี้ยงอาจเข้ามาดื่มแอลกอฮอล์โดยบังเอิญหรือความคึกคะนองของคนบางคน ถ้าดื่มน้อยก็เมา ถ้าดื่มมากพิษแอลกอฮอล์ทำให้ถึงตายได้ หรือแม้จะล้างท้องได้ทันก็ยังเกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายในอย่างรวดเร็ว อีกสิ่งที่เป็นอันตรายกับสัตว์เลี้ยงคือถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่ใส่ขนมและของว่างต่าง ๆ เป็นอันตรายต่อสุนัขและแมวที่มุดเข้าไปดมกลิ่นอาหารในถุงพลาสติกแล้วหัวติดอยู่ออกไม่ได้ทำให้หายใจไม่ออก ตายอย่างรวดเร็วและเงียบในเวลาเพียง 3-5 นาที ยิ่งสัตว์เลี้ยงตื่นตกใจจะยิ่งหายใจหอบทำให้ออกซิเจนหมดไปเร็วขึ้น

ถ้าจับสัตว์เลี้ยงแต่งตัวก็ต้องระมัดระวังอย่าให้รัดแน่นเกินไปหรือรุ่มร่ามเป็นอันตรายจนเสี่ยงเดินสะดุดล้มหรือตกจากบันได การแต่งตัวแปลก ๆ คนแปลกหน้ามากมาย และการตกแต่งสถานที่ใหม่ ๆ อาจทำให้สัตว์เลี้ยงหวาดกลัว สัตวแพทย์เตือนว่าเสียงดังถือเป็นภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด เสียงพลุและประทัดส่งผลให้สุนัขและแมวเกิดความเครียดและความกลัว ทำให้เกิดปัญหาทางร่างกาย เช่น ท้องร่วงหรืออาเจียน แย่ที่สุดคือสัตว์เลี้ยงหลุดออกจากบ้านหนีเตลิดหลงทางและหายสาบสูญไป ควรจัดให้มีพื้นที่ปลอดภัยและป้องกันเสียงรบกวนได้มากที่สุด อาจเปิดทีวีหรือเล่นเพลงเพื่อกลบเสียงอื่นที่ไม่คุ้นเคย มีของเล่นประจำช่วยคลายเครียด ทำให้สุนัขและแมวสงบสติอารมณ์ ความเครียดน้อยลง ที่สำคัญคือระวังอย่าให้หลุดออกมาจากบ้านได้ เพราะอาจตกใจเตลิดหนีไปและต้องออกติดตามหา

ช่วงเทศกาลที่มีการเฉลิมฉลอง เจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงควรอยู่ดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุว่าทั้งสุนัขและแมว ต่างก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ด้านความปลอดภัย และได้รับความรักจากเจ้าของอยู่เสมอ

ภัยเสี่ยงของสุนัขและแมวในช่วงเทศกาล

การดูแลสุนัขและแมวหลังคลอด เลี้ยงดูอย่างไร

การดูแลสุนัขและแมวหลังคลอด เลี้ยงดูอย่างไร

สุนัขและแมว เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้กับคนครอบครัวส่วนใหญ่ เป็นเพื่อนเล่นแก้เหงาและคลายเครียดได้ดี แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเมื่อสัตว์เลี้ยงทั้งสองชนิดนี้ออกลูก แล้วจะต้องดูแลตัวแม่และลูกที่กำลังอ่อนแออย่างไรบ้าง เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน ดังนี้

การเลี้ยงดูสุนัขและแมวหลังคลอด

ส่วนใหญ่ลูกสุนัขและแมวจะเสียชีวิตหลังคลอดได้ง่าย จากการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิหนาวเย็นกว่าในตัวแม่ เนื่องจากยังมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ก็จะติดเชื้อและเสียชีวิตได้ง่าย ดังนั้นหลังจากการคลอดแล้ว จึงต้องดูแลให้ลูกสุนัขและแมวอยู่กับตัวแม่ตลอดเวลา เพื่อกินน้ำนมเหลืองจากเต้าอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้ได้รับภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ผ่านทางน้ำนม สำหรับแม่สุนัขและแมวที่คลอดด้วยวิธีการผ่าตัด มักจะมีน้ำนมน้อยกว่าปกติ อาจต้องซื้อน้ำนมเหลืองที่เรียกว่า นมคอลอสตุ้ม สำหรับชงให้ลูกสัตว์ทานเพิ่มด้วย

นอกจากนี้ ควรระวังไม่ให้แม่สัตว์นอนทับลูกตัวเอง เจ้าของควรช่วยจัดที่นอนให้กว้างเพียงพอ เสริมผ้าขนหนูเพื่อให้มีความอบอุ่นทั่วถึง นอกจากนี้ โดยธรรมชาติลูกสุนัขและแมวจะได้รับการดูแลจากแม่ โดยเฉพาะเมื่อมีการดูดนมแล้ว ตัวแม่จะเลียที่อวัยวะเพศและก้นลูก เพื่อกระตุ้นให้ขับถ่ายออก แต่หากเจ้าของสังเกตดูไม่เห็นพฤติกรรมดังกล่าว หรือเป็นสัตว์กำพร้า ก็ต้องใช้สำลีชุบน้ำอุ่น ถูที่บริเวณก้นและอวัยวะเพศลูกสัตว์เพื่อกระตุ้นให้ขับถ่าย และทำทุกครั้งเป็นประจำหลังให้นม

ลูกสัตว์หลังคลอดจะดูดนมบ่อยทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าของควรชั่งน้ำหนักแล้วบันทึกไว้ โดยเฉลี่ยแล้วน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นวันละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อโตอายุได้ประมาณ 4 สัปดาห์ ลูกสุนัขและแมวจะสามารถกินอาหารเปียกบนจานได้ คู่กับการดูดนม ซึ่งเจ้าของต้องดูแลเลือกสูตรอาหารให้เหมาะสมกับช่วงอายุด้วย

สำหรับการดูแลแม่สุนัขและแมวหลังการคลอด ให้สังเกตอาการผิดปกติว่ามีสารเหลวออกมาจากช่องคลอดหรือไม่ ถ้ามีสีแดงหยดออกมาเล็กน้อยเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ที่เต้านมไม่ควรมีอาการเจ็บ จนไม่ยอมให้ลูกดูดนม หรือมีน้ำนมแต่เป็นสีเขียวเหนียวหนืด ซึ่งจะทำให้ลูกสัตว์ท้องเสีย ติดเชื้อตายได้ และที่ต้องสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ หากแม่สุนัขและแมวมีอาการซึม มีไข้ตัวสั่น หรือไม่สนใจลูกเท่าที่ควร ก็หมายถึงอาจมีความผิดปกติหรือเจ็บป่วยภายใน ที่ต้องรีบตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด โดยปรึกษากับสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด

การดูแลสุนัขและแมวในช่วงหลังคลอด เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องศึกษาข้อมูลเตรียมไว้ก่อน เจ้าของอาจต้องลางานเพื่อช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างน้อยประมาณ 3 ถึง 5 วัน ด้วย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงให้ดียิ่งขึ้น เพื่อลดความเครียดและลดความเสี่ยงการเสียชีวิตทั้งแม่และลูกสุนัข แมว

การเลี้ยงดูสุนัขและแมวหลังคลอด

การให้อาหารแมวกับสุนัขแตกต่างกันไหม

การให้อาหารแมวกับสุนัขแตกต่างกันไหม

คนที่รักสัตว์และอยากเลี้ยงสุนัขและแมวรวมกันในบ้าน นอกจากต้องจัดระเบียบพื้นที่อยู่อาศัย เพื่อป้องกันโรคติดต่อถึงกันได้แล้ว ยังต้องใส่ใจอาหารที่ให้แก่สุนัขและแมวด้วย ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่าสุนัขและแมวสามารถกินอาหารประเภทเดียวกันได้หรือไม่ เราจึงได้รวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกันดังนี้

อาหารที่เหมาะสมสำหรับสุนัขและแมว

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า อาหารที่เหมาะสมสำหรับสุนัขและแมวมีความแตกต่างกัน เพราะระบบของร่างกายสัตว์ทั้งสองประเภทนี้ถูกสร้างมาให้มีความแตกต่าง สุนัขจัดอยู่ในประเภทที่กินและย่อยได้ทั้งเนื้อสัตว์และพืชผัก อย่างที่เราเห็นว่าบางครั้งสุนัขก็กินหญ้า แต่แมวจะเป็นสัตว์ที่กินเฉพาะเนื้อเท่านั้น ทำให้ระบบการดูดซึมวิตามิน เผาผลาญและย่อยอาหารแตกต่างกันไป

หากนำอาหารสุนัขซึ่งโดยทั่วไปจะมีราคาถูกกว่ามาให้แมวรับประทาน จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพที่สำคัญ ได้แก่

แมวจะขาดวิตามินเอจากอาหาร เนื่องจากสุนัขมีการสังเคราะห์วิตามินเอได้เองจึงไม่ค่อยมีการผสมในอาหารเม็ด แมวที่กินอาหารสุนัขเป็นประจำจะทำให้มีปัญหาเส้นขนที่หยาบกร้าน ดวงตาไม่สามารถมองเห็นได้ดีนักในความมืด

นอกจากนี้ ในอาหารสุนัขยังขาดกรดอะมิโนทอรีน เนื่องจากสุนัขจะสามารถสังเคราะห์ได้ด้วยตัวเอง หากให้แมวกินบ่อยๆ จะเกิดภาวะขาดกรดอะมิโนชนิดนี้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้แมวเสี่ยงต่อการเป็นหัวใจวายและตายได้ ขณะเดียวกัน ก็ส่งผลให้แมวเกิดภาวะ feline central retinal degeneration (CRD) ซึ่งเป็นโรคของจอประสาทตา ทำให้ตาบอดได้ด้วย

การให้แมวซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ กินแต่อาหารสุนัข จะทำให้ได้เปอร์เซ็นต์สัดส่วนของโปรตีนที่น้อยกว่าปกติ จึงทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำ ป่วยติดเชื้อเป็นโรคพยาธิต่าง ๆ ทำให้มีอายุสั้นด้วย

ดังนั้นหาก เลี้ยงสุนัข และแมวร่วมกัน ก็จำเป็นจะต้องแยกประเภทอาหาร ซื้ออาหารสุนัขและอาหารแมวที่เหมาะกับช่วงวัยของสัตว์เลี้ยง ถึงจะทำให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และเสริมสร้างพัฒนาการตามวัย

สำหรับสุนัขนั้น สามารถที่จะเสริมอาหารเม็ดด้วยผักผลไม้ได้ เนื่องจากระบบการย่อยอาหารของสุนัขจะมีเอนไซม์ทำหน้าที่ย่อยสารอาหารและดูดซึมนำไปใช้ได้

อย่างไรก็ตาม มีอาหารแต่ที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น กาแฟ โกโก้ช็อกโกแลต ซึ่งมักเป็นส่วนผสมในขนมเค้ก คุกกี้ ขนมปัง ซึ่งจะมีคาเฟอีนอยู่เป็นส่วนประกอบ ทำให้เกิดการกระตุ้นระบบประสาทและเป็นผลเสียต่อระบบไตของสุนัข ทำให้อายุสั้นได้

จะเห็นได้ว่า อาหารสุนัขและแมวมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน การให้อาหารที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำให้สัตว์ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ ผู้ที่สนใจเลี้ยงสุนัขและแมวจึงต้องศึกษาให้ดีเรื่องของการดูแลสุขภาพ การฉีดวัคซีน รวมถึงการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับแต่ละสายพันธุ์ด้วย

อาหารที่เหมาะสมสำหรับสุนัขและแมว

เลี้ยงสุนัขและแมวอย่างไรให้เป็นเพื่อนกัน

เมื่อคุณเลี้ยงสุนัขและแมวที่ไม่กินเส้นกัน ดูเหมือนจะอยู่ร่วมบ้านกันไม่ได้เลย บางครั้งทะเลาะกันบาดเจ็บ ต้องแยกเลี้ยงต่างคนต่างอยู่ให้หมดเรื่องไป หลายคนรู้สึกสงสัยว่าบ้านอื่นที่แมวหมาเข้ากันได้ดีมีเคล็ดลับอะไร นั่นเป็นเพราะเจ้าของมีเทคนิคฝึกสอน และทุ่มเทความรักความอดทนมากมายเพื่อให้สองคู่กัดกลายเป็นเพื่อนซี้กันในที่สุด เป็นธรรมดาที่สุนัขและแมวจะไม่ชอบกัน ไม่รู้เหตุผลแน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญการฝึกสอนสัตว์เลี้ยงแนะนำว่ามีหลายวิธีช่วยฝึกให้สุนัขและแมวเข้ากันได้ดี แม้ว่าจะไม่ได้โตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก

1. ฝึกทีละตัว

ไม่ว่าจะเป็นแมวหรือสุนัข ควรฝึกฝนทีละตัวจะทำให้สื่อสารกันได้ดีกว่า เรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า หากมีสัตว์เลี้ยงคู่ปรับประจันหน้าอยู่ใกล้ ๆ จะทำให้ไม่สบอารมณ์และไม่ทำตามคำสั่งเอาเสียเลย การฝึกฝนต้องใช้ความอดทนและผ่อนคลายซึ่งจะทำให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย

2.ให้พื้นที่ส่วนตัว

แม้ว่าต้องการแก้ปัญหาสุนัขและแมวทะเลาะกัน แต่ก็ต้องเข้าใจว่าการบังคับให้อยู่ด้วยกันอาจไม่ใช่ทางเลือกที่แก้ปัญหาได้เสมอไป ถ้ามีบางอารมณ์ที่สองฝ่ายเกิดไม่สบอารมณ์กันหรือเปิดศึกขึ้นมา ต้องแยกออกจากกัน กักตัวไว้คนละห้อง อาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าสองตัวจะลดความเครียด เนื่องจากแมวเป็นนักปีนควรใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้ง เช่น ชั้นวางของ ตู้หนังสือ เพื่อให้แมวปีนขึ้นไปนอนเฝ้าสังเกตคู่ปรับในระยะที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องสัมผัสพื้น

3.ฝึกให้คุ้นกลิ่นกันและกัน

สุนัขและแมวมีประสาทสัมผัสที่ดีควรใช้ให้เกิดประโยชน์ ลองสลับเบาะรองนอน ผ้าเช็ดตัว และของเล่นของสุนัขและแมวเพื่อให้คุ้นกลิ่นของกันและกัน เล่นกับหมาให้กลิ่นติดมือแล้วไปลูบสัมผัสแมว และใช้วิธีเดียวกันกับแมวเพื่อให้คุ้นเคยกันทางอ้อม

4.ให้รางวัลและทำโทษ

หากสุนัขและแมวอยู่ใกล้กันโดยไม่เปิดศึก ให้ขนมเป็นรางวัลกับทั้งคู่ ทำให้สัตว์เลี้ยงพอใจและรู้ว่าอยู่ด้วยกันแล้วก็ไม่เลวร้ายนัก เริ่มรู้สึกเป็นมิตรกันง่ายขึ้น แต่ถ้ามีฝ่ายใดเริ่มแสดงอารมณ์ก้าวร้าวกับอีกฝ่าย ต้องลงโทษและไม่สนใจไปสักพัก ให้รู้ว่าทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม

5.เล่นเกมด้วยกัน

ลองเล่นเกมกับสุนัขและแมวพร้อมกัน มีช่วงเวลาที่ดีเมื่ออยู่ด้วยกัน ทำให้ต่างฝ่ายยอมรับกันมากขึ้น เล่นกันพอหอมปากหอมคอ อย่าให้ฝ่ายสุนัขตื่นเต้นเกินไป เกรงว่าแมวอาจบาดเจ็บได้เพราะสุนัขตัวใหญ่และแรงมาก ส่วนแมวก็อาจสู้กลับเมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคาม พยายามฝึกสุนัขให้ใจเย็นและสั่งให้นอนหมอบนิ่ง ๆ ได้เพื่อป้องกันในกรณีที่แมวเริ่มมีอาการกังวล

วิธีช่วยฝึกให้สุนัขและแมวเข้ากันได้ดี

หากไม่ได้เลี้ยงสุนัขและแมวด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก เวลาแนะนำให้รู้จักกันครั้งแรกแบบตัวต่อตัว ควรเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย เมื่อสองฝ่ายเข้าใกล้กันมากขึ้น สุนัขส่งเสียงเห่าหรือแมวขู่ฟ่อ ต้องรีบแยกออกจากกัน สุนัขมีสัญชาตญาณของนักล่าที่อดใจวิ่งไล่ขย้ำสัตว์ตัวเล็กกว่าไม่ได้ ส่วนแมวก็มีสัญชาตญาณป้องกันตัวสูง จึงต้องอยู่ในสายตาของเจ้าของตลอดเวลา จนกว่าจะคุ้นเคยกันมากแล้วถึงปล่อยให้อยู่ในห้องด้วยกันเพียงลำพังได้อย่างมั่นใจ

เหตุผลที่ทาสแมวพอใจเลี้ยงแมวมากกว่าสุนัข

เมื่อคิดจะรับสัตว์เลี้ยงเข้ามาเป็นสมาชิกครอบครัว ยังเลือกไม่ได้ว่าแมวหรือสุนัข แม้ว่าสุนัขจะได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ แต่อาจเป็นการยากที่จะตัดสินใจเพราะวิธีการดูแลแตกต่างกันมาก บรรดาทาสแมวยกขบวนกันมาให้เหตุผลว่าทำไมเจ้าเหมียวจึงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกครอบครัวมากกว่าสุนัข

ทำไมทาสแมวถึงนิยมเลี้ยงแมวมากกว่าสุนัข

การเลี้ยงแมวไม่ได้ใช้พื้นที่มาก เจ้าตัวน้อยต้องการอาหาร น้ำ และของใช้จำเป็นต่าง ๆ มีกล่องกระดาษหรือของเล่นสักชิ้น ผิดกับการเลี้ยงเจ้าตูบ แค่การแชร์เตียงสุนัขตัวจิ๋วก็ลำบากแล้วเพราะใช้พื้นที่มากกว่า สุนัขต้องการเวลาออกกำลังกาย ชอบให้เล่นด้วย คาบของมาเล่นเกลื่อนบ้านเป็นประจำ

เลี้ยงแมวประหยัดกว่า การเลี้ยงแมวตลอดช่วงอายุขัยมักจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าสุนัข เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีความรับผิดชอบจะเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ตั้งแต่ราคาค่าตัวแมว ค่าอาหาร ของเล่น ค่ารักษาพยาบาล ของเล่นแมวมักจะถูกกว่า ทำเองได้ง่าย แค่ก้อนไหมพรมก็เล่นได้นาน ต่างจากสุนัขที่มักจะทำลายของเล่น เลี้ยงแมวสองตัวเป็นเพื่อนกันยิ่งประหยัดมากขึ้น

แมวอยู่ในบ้านเท่านั้น เลี้ยงสุนัขต้องมีสนามหญ้าในบ้านหรือใกล้บ้านที่จะพาหมาออกไปเดินเล่น แต่เลี้ยงแมวอยู่ในบ้านปลอดภัยกว่า แมวชอบนอนขดตัวบนโซฟา มองผ่านหน้าต่างส่องนกและแมลงตลอดทั้งวัน

แมวเงียบกว่า ในกรณีสุนัขบางตัวปากเปราะ เห่าแทบทุกโอกาสน่ารำคาญมาก ไม่ว่าสัตว์อื่นจะผ่านไปมา ของเล่นโปรดติดอยู่ใต้โซฟา ส่วนแมวนอนกลางวันเงียบกริบ ถ้าไม่ทำหมันจะส่งเสียงรบกวนในเวลากลางคืนมากกว่าปกติ บางครั้งแมวรู้สึกเหงาจะส่งเสียงเรียกร้องความสนใจ บ้างก็ชวนเล่น ขออาหาร หรือรู้สึกไม่สบาย

ฝึกแมวไม่ยุ่งยากเท่าสุนัข ลูกแมวหย่านมแล้วจะเรียนรู้พื้นฐานการใช้ชีวิตง่าย ๆ เช่น วิธีใช้ถาดทรายแมว นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ออกไปทำงานทิ้งแมวไว้ที่บ้านตลอดวันไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นสุนัขต้องเริ่มต้นฝึกลูกสุนัขตัวใหม่ตั้งแต่เล็กและฝึกอย่างต่อเนื่อง ถ้าทิ้งไว้ให้อยู่บ้านลำพังนาน ๆ มักจะส่งเสียงร้องสร้างปัญหารบกวนเพื่อนบ้านหรือสร้างความเสียหายทำลายสิ่งของในห้องพักได้มากกว่าที่คิด

แมวเป็นสัตว์ที่รักสะอาด เลียทำความสะอาดตัวเองบ่อย ๆ อาจสกปรกบ้างเวลาที่ฉี่สร้างอาณาเขต หรือล่านก ดักจับหนู ต้องเก็บทำความสะอาดกันบ้าง แต่กลิ่นแมวอย่างเดียวสามารถไล่หนูอยู่ห่างจากบ้านได้ ส่วนสุนัขชอบคาบของเหม็น กลิ้งเกลือกขยะและสัตว์ที่ตาย แต่ถึงจะเลี้ยงแบบสะอาดในบ้านก็ยังต้องอาบน้ำและตัดแต่งขนเป็นประจำ ไปทำที่ร้านสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

ทำไมถึงนิยมเลี้ยงแมวมากกว่าสุนัข

แมวเข้าใจพื้นที่ส่วนตัว บางครั้งทำงานหนักมาทั้งวันไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะเล่น ถ้าเป็นน้องหมาอาจจะคาบของเล่นเดินตามคุณไปทั่วบ้านสะกิดชวนให้เล่น แต่แมวจะไม่เข้ามากวนใจ แค่ผลักตัวออกไปเบา ๆ เจ้าเหมียวจะไม่มารบกวนอีก มีโอกาสนอนพักผ่อนมากกว่าเลี้ยงสุนัข ข้อดีของการเลี้ยงแมวและสุนัขแตกต่างกันไป ใครชอบทำกิจกรรมอาจอยากเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อนคลายเหงาและพาไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ได้มากกว่า

โรคที่สุนัขและแมวเป็นได้ คนรักสัตว์ควรรู้

ปัจจุบันการเลี้ยงสุนัขและแมวเป็นที่นิยมมาก เพราะใช้พื้นที่ไม่มาก และยังทำให้อารมณ์ของผู้เลี้ยงดีขึ้น ลดความเครียดจากการทำงานในแต่ละวันได้ ทั้งนี้ ผู้ที่จะเลี้ยงสุนัขและแมว ควรศึกษาเรื่องโรคที่มักเกิดกับสัตว์ทั้งสองประเภทนี้ เพื่อการระมัดระวังอย่างเหมาะสม ดังนี้

1. โรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโลซีส (Leptospirosis)

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีหนูเป็นพาหะ อาจมาจากการที่สุนัขและแมวไปวิ่งไล่จับหนู ทำให้ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย หรือรับเชื้อที่ปนเปื้อนมากับอาหารค้างคืนที่มีมูลหรือฉี่หนูผสมอยู่ หากแมวและสุนัขติดเชื้อนี้ จะทำให้มีอาการซึม เบื่ออาหาร ตาเหลือง ท้องเสีย อาเจียน ปัสสาวะมาก หากมีอาการมากจะสูญเสียน้ำจนเสี่ยงต่อการตายได้ วิธีการรักษาจะต้องได้รับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียนาน ประมาณ 1 เดือนควบคู่กับการกำจัดหนูบริเวณที่เลี้ยง

2. โรคหนอนพยาธิ (Helminths)

หนอนพยาธิเป็นปรสิตที่มีรูปร่างหลายแบบ ทั้งตัวกลม ตัวแบนและตัวตืด ที่พบได้บ่อย คือพยาธิใบไม้ตับ พยาธิใบไม้ในปอด พยาธิตัวตืด พยาธิตัวจี๊ด ซึ่งมักจะมาจากการที่สุนัขและแมวไปกินอาหารและน้ำที่มีไข่ของหนอนพยาธิมา หรือได้รับผ่านการดูดนมแม่สุนัขหรือแมว การถ่ายพยาธิในช่วงวัยแรกเกิดของสุนัขและแมว จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคพยาธิเหล่านี้ได้ และต้องพาไปหาสัตวแพทย์ทุก 3-6 เดือน เพื่อกินยาถ่ายพยาธิเป็นประจำด้วย

3. โรคติดเชื้อโปรโตซัว Giardia (โรค Giardiasis)

มักมาจากการเลี้ยงในที่แออัด ทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งมักจะมีการเลียอุจจาระและน้ำปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ทำให้เชื้อไปแพร่อาศัยอยู่ตามผนังลำไส้ ทำให้สัตว์มีอาการท้องเสีย ถ่ายมีกลิ่นเหม็นเน่า เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ในการรักษาต้องใช้ยาฆ่าเชื้อประมาณ 1 สัปดาห์ ควบคู่กับการทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัยของสัตว์

4. โรคพยาธิหนอนหัวใจ (Heartworm disease)

มาจากยุงเป็นพาหะ โดยจะไปกัดสุนัขแล้วนำเชื้อไปถ่ายทอดต่อให้แก่แมว เมื่อเชื้อเข้าสู่ระยะที่ 4 จะสามารถเคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสเลือด แล้วไปเติบโตต่อในอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจและปอด การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การให้กินยาไอเวอร์เมคติน ซึ่งจะต้องใช้สูตรแยกสำหรับสุนัขและแมวโดยเฉพาะ ทั้งนี้ต้องให้โดยสัตวแพทย์เท่านั้น เพราะอาจมีผลข้างเคียง

จะเห็นได้ว่า การเลี้ยงสุนัขและแมวมีโรคที่ต้องใส่ใจเฝ้าระวังอยู่หลายชนิด การฉีดวัคซีนตามอายุและรักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมที่เลี้ยงจึงจำเป็นมาก และหากมีความผิดปกติใด ๆ ต้องรีบนำไปพบสัตวแพทย์ให้ตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อช่วยให้สุนัขและแมวมีสุขภาพที่แข็งแรงและอายุยืนขึ้น

โรคที่สุนัขและแมวเป็นได้ คนรักสัตว์ควรรู้

รู้ไหม เลี้ยงสุนัข แมว มีข้อดีอย่างไร

การเลี้ยงสุนัข แมวเป็นที่นิยมมากทั่วโลก เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถฝึกฝนให้ทำตามคำสั่งได้ง่าย และยังใช้พื้นที่อาศัยไม่มากจนเกินไป แม้จะอยู่ในคอนโด หอพักก็ยังสามารถเลี้ยงได้

ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบข้อดีของการเลี้ยงสุนัขและแมวหลายประการ ที่เราได้รวบรวมมา เพื่อให้ทุกท่านที่รักสัตว์ได้พิจารณาเลี้ยงสัตว์ทั้งสองประเภทนี้ ดังนี้

1. ช่วยในการลดความเครียด

มีการศึกษาว่า ผู้ที่เลี้ยงสุนัขแมวจะลดความเครียด จากการทำงานได้ โดยเฉพาะคนโสดที่ไม่มีใครช่วยในการพูดคุยผ่อนคลายที่บ้าน การกลับมาได้เล่นกับสุนัขและแมว จะทำให้ได้รู้สึกปลดปล่อยและพักผ่อนสมอง เช่นเดียวกับการดูหนังฟังเพลงอ่านหนังสือเลยทีเดียว

2. ฝึกฝนให้ใจเย็น

สุนัข แมวเป็นสัตว์ที่สามารถฝึกให้ใจคำสั่งได้ โดยจะฟังคำสั่งจากเจ้านายแบบสั้น ๆ เช่น นั่ง คอย หยุด ไป กิน ฯลฯ แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝนและสายพันธุ์ของสัตว์ด้วย การฝึกฝนตั้งแต่เล็ก ๆ ก็จะสามารถเข้าใจคำสั่งได้อย่างมาก โดยทางการแพทย์วิจัยพบว่า สุนัขและแมวสามารถเรียนรู้ได้เท่ากับเด็ก 7 ขวบ หากเจ้าของใจเย็นพอที่จะฝึก ก็ได้ทำให้สุนัข แมวปฏิบัติตามคำสั่งได้ไม่ยากนัก

3. ช่วยให้มีวินัยมากขึ้น

สุนัขและแมวต่างต้องการการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง รวมทั้งต้องมีการออกไปขับถ่าย เป็นเวลา นอกสถานที่การเลี้ยงสัตว์ทั้งสองประเภท จึงทำให้เจ้าของต้องมีการตั้งเวลาตื่น เพื่อพาสัตว์เลี้ยงไปขับถ่ายนอกบ้าน ก่อนที่จะไปทำงาน การเลี้ยงสัตว์ทั้งสองประเภทนี้ จะทำให้คุณกลายเป็นผู้ที่มีวินัยมากขึ้นในการจัดการตารางเวลาของตัวเองไปด้วย

4. ช่วยให้รู้จักเก็บออมมากขึ้น

การเลี้ยงสุนัข แมว มีค่าใช้จ่าย เช่น ค่ายา วัคซีน ค่าอาหาร ของเล่น ฯลฯ ซึ่งเจ้าของจำเป็นต้องสำรองไว้ให้เพียงพอตลอดเวลา คุณจะลดการใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม รวมถึงการไปปาร์ตี้ที่จะลดลง เพื่อเป็นเงินออมสำหรับค่าใช้จ่ายของสัตว์เลี้ยงมากขึ้นนั่นเอง

5. ทำให้เป็น Youtuber ได้

ปัจจุบันมีคนจำนวนมากเป็น Youtuber จากการอัดคลิปกับสุนัข แมว ซึ่งมีคนติดตามดูเป็นจำนวนมาก โดยจะมีรายได้จากการโฆษณาและสปอนเซอร์ เช่น อาหารสุนัข เครื่องใช้ทำความสะอาดบ้าน ฯลฯ ที่สำคัญ ยังต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงขายในแบรนด์ตัวเองได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า การเลี้ยงสุนัขและแมว มีประโยชน์อยู่หลากหลายด้าน ทั้งต่อความสุขทางผู้เลี้ยง ช่วยในการฝึกนิสัยที่ดีในหลายด้าน เช่น การเก็บออม ความขยัน การมีวินัย ฯลฯ และยังสามารถสร้างรายได้จากการทำคลิป Youtube ได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว คงต้องหาสุนัข แมว มาเลี้ยงบ้างแล้ว

ข้อดีของการเลี้ยงสุนัขและแมวหลายประการ

แปลกไหม ทำไมคนเลี้ยงสุนัขและแมวมีบุคลิกตรงกับสัตว์เลี้ยง

คนเลี้ยงสุนัขและแมวมักจะมีพฤติกรรมแตกต่างกัน สังเกตให้ดีจะรู้ได้ว่าคนไหนเลี้ยงน้องหมา คนไหนเลี้ยงน้องแมว เรื่องนี้นักจิตวิทยาเฉลยว่าไม่ใช่เรื่องแปลก การเลือกประเภทสัตว์เลี้ยงมักจะเข้ากับพฤติกรรมส่วนตัวของเจ้าของ คนเลี้ยงปลาเป็นคนมีความสุขที่สุด คนเลี้ยงสุนัขมักจะเป็นคนมีอารมณ์ขัน เป็นกันเองและเข้ากับคนง่าย คนเลี้ยงแมวมีโลกส่วนตัวและอารมณ์อ่อนไหว ส่วนคนเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานเป็นคนรักอิสระ นั่นเป็นความเห็นจากการประเมินตนเองแต่สะท้อนให้เห็นบุคลิกที่แตกต่างกัน พูดได้ว่าสัตว์เลี้ยงเป็นภาพสะท้อนของตัวเราเอง

บุคลิกภาพของสุนัขแต่ละสายพันธุ์เหมือนกันไหม ?

หลายคนตั้งข้อสงสัยเรื่องนี้ ถ้าเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ต่างกันจะมีบุคลิกภาพต่างกันหรือไม่ แต่ก็มีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับความแตกต่างทางบุคลิกภาพของคนเลี้ยงสัตว์ที่ค่อนข้างสอดคล้องกัน สามารถทำนายได้ว่าใครเป็นเจ้าของสุนัขหรือแมว คนส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงสุนัขมากกว่าแมว แต่หลายคนก็รักทั้งสุนัขและแมว เพื่อให้การแยกความแตกต่างชัดเจน จึงได้มีการสอบถามคนที่เลี้ยงทั้งสุนัขและแมว เช่นเดียวกับคนที่ไม่ชอบสุนัขและแมว

บุคลิกภาพของคนแมวโดยเฉลี่ยเป็นคนขี้อาย โดดเดี่ยว ไม่ยึดติดกับอะไรจริงจัง มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์อ่อนไหว ขณะเดียวกันก็ชอบผจญภัย เป็นอิสระและพึ่งพาตนเองได้ มีแนวโน้มที่จะอยู่คนเดียวและพักอาศัยในอพาร์ทเม้นท์มากกว่าคนเลี้ยงสุนัข ผู้หญิงโสดคือบุคคลที่น่าจะเลี้ยงแมวมากที่สุด แต่ก็ขี้กังวลและเป็นโรคประสาทมากกว่าคนเลี้ยงสุนัข อาจเป็นเพราะแมวก็มีนิสัยขี้ระแวงเหมือนกัน จึงไม่ทำให้เจ้าของรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยเหมือนกับการมีสุนัขอยู่เป็นเพื่อน

ในทางกลับกันคนเลี้ยงสุนัขจะมีเหตุผล อบอุ่น เป็นกันเอง ชอบเข้าสังคม ชอบแสดงออก เจ้าของสุนัขมีแนวโน้มที่จะเป็นคนเปิดเผย เข้ากับคนง่าย และเป็นมิตรมากกว่าคนเลี้ยงแมว และทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเหมือนกับนิสัยของเจ้าตูบ ชอบปลอดภัย และไม่ชอบความเสี่ยง เจ้าของสุนัขมีแนวโน้มที่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทมากกว่า ส่วนคนเลี้ยงแมวจะอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งก็สะดวกดีเพราะการเลี้ยงแมวใช้พื้นที่ไม่มาก อยู่ในหอพักเล็ก ๆ ก็เลี้ยงแมวได้

คนเลี้ยงสุนัขมักจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมและมักจะปฏิบัติตามกฎมากกว่าคนเลี้ยงแมว ถ้าเปรียบเทียบกันในแง่การเมืองแล้ว เจ้าของสุนัขมักจะโหวตให้พรรครีพับลิกัน มีนิสัยชอบทำตามกระแส เชื่อฟังและทำตาม ในขณะที่เจ้าของแมวนิยมเลือกพรรคเดโมแครต มีความคิดเป็นของตัวเองและมีแนวโน้มที่จะไม่ลงรอยกับคนอื่น ขณะเดียวกันก็ใจกว้างมากด้วย มีความคิดเปิดกว้าง สนใจสิ่งแปลกใหม่เสมอ คนรักแมวมีความรู้สึกไวและอ่อนไหวส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง แตกต่างจากคนรักสุนัขที่จะเป็นผู้ชายมากกว่า

ความชอบก็เป็นอีกเรื่องที่แตกต่างกัน ตัวอย่างของแฟนคลับวงเดอะบีทเทิล คนรักสุนัขชอบพอล แมคคาร์นีย์ คนรักแมวชอบจอร์จ แฮร์ริสัน นอกจากนั้นยังมีอารมณ์ขันแตกต่างกันด้วย คนรักแมวชอบเรื่องขำขันที่สร้างสรรค์ เพลิดเพลินกับการเล่นคำที่เต็มไปด้วยไหวพริบ ส่วนคนเลี้ยงสุนัขชอบตลกร้ายมากกว่า คนเลี้ยงสุนัขมักจะทนแมวได้แต่คนรักแมวมักจะไม่ชอบสุนัข แล้วตัวคุณเองละเป็นคนแบบไหน

บุคลิกภาพของสุนัขแต่ละสายพันธุ์เหมือนกันไหม

แนะนำสุนัข แมว ยอดนิยมของคนไทยอย่างละ 3 สายพันธุ์

สุนัข แมว คือสัตว์เลี้ยงยอดนิยมสำหรับคนไทยมาช้านาน เพราะสัตว์เลี้ยงทั้ง 2 ชนิดนี้ล้วนเป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถหามาเลี้ยงได้ง่าย การนำมาเลี้ยงยังไม่ข้อกำหนดทางกฎหมายใด ๆ ที่ยุ่งยาก ทำให้มีความแพร่หลายในการเพาะเลี้ยงอย่างกว้างขวาง เกือบทุก ๆ บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงก็ล้วนเลือก สุนัข แมว เป็นสัตว์เลี้ยงด้วยกันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตามการที่จะนำสุนัข แมว มาเลี้ยงนั้นจำเป็นต้องรู้จักสายพันธุ์ของมันให้ดี เพราะ สุนัข แมว แต่ละสายพันธ์ล้วนมีลักษณะนิสัยพื้นฐานที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงจะขอแนะนำสุนัข แมว แต่ละสายพันธุ์ที่คนไทยนิยมนำมาเลี้ยงตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

สุนัข

พันธุ์ชิวาวา เป็นสุนัขขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายของคนไทย เพราะด้วยขนาดกะทัดรัดที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถพาไปที่ใด ๆ ก็ได้ตามต้องการแล้ว ยังมีนิสัยขี้อ้อน จนผู้เป็นเจ้าของสุนัขมักใจอ่อนไม่สามารถหยุดเล่นกับมันได้เลย แต่มีปัญหาที่ชอบเห่าเสียงดังจนอาจน่ารำคาญเกินไป

พันธุ์ปอมเมอเรเนียน สุนัขพันธุ์เล็กยอดนิยมอีกหนึ่งสายพันธุ์ ด้วยขนฟู ๆ ที่ตัดแต่งทรงได้หลากหลาย ถือเป็นหมาที่กระตือรือร้นที่จะเล่นอยู่เสมอ แต่ก็มีปัญหาที่ชอบเห่ามากไปหน่อย

พันธุ์บีเกิล สุนัขสายพันธุ์จากประเทศอังกฤษนี้ ถือเป็นสุนัขสำหรับล่าเนื้อที่มีประสาทสัมผัสไวมาก สามารถช่วยเจ้าของสุนัขในการเตือนภัย แต่ในกรณีที่ใช้เฝ้าบ้านอาจต้องระมัดระวังบ้างเพราะเข้ากับคนได้ง่ายเกินไปพันธุ์เปอร์เซีย แมวขนสวยที่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้เลี้ยงแมว

แมว

พันธุ์เปอร์เซีย แมวขนสวยที่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้เลี้ยงแมวเป็นอย่างมาก เพราะต่างหลงใหลในขนยาว ๆ นุ่ม ๆ ของมัน นิสัยขี้เล่นไม่ดุร้ายเท่าใดนัก แต่ความที่เป็นสายพันธุ์ที่มีขนยาวจึงทำให้ยากต่อการดูแลอยู่สักหน่อย

พันธุ์อเมริกันชอร์ตแฮร์ เป็นแมวขนสวยที่ได้รับความนิยมในหมู่เจ้าของแมวไม่น้อย เป็นแมวสายพันธุ์ที่ชอบเคลื่อนที่ตลอดเวลา กระตือรือร้นที่จะเล่น มีความฉลาดและฝึกสอนได้ง่าย

พันธุ์วิเชียรมาศ เป็นแมวสายพันธุ์ไทยที่ได้ชื่อว่าการเลี้ยงเอาไว้จะสร้างมงคลให้กับผู้เป็นเจ้าของ เป็นแมวที่มีความปราดเปรียว ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่ค่อยร้องกวนให้เจ้าของรำคาญใจแต่อย่างใด และด้วยความเป็นสายพันธุ์ไทย จึงทำให้การดูแลโดยผู้เลี้ยงแมวชาวไทยทำได้ง่ายมากกว่าสายพันธุ์ต่างชาติอื่น ๆ

เมื่อทราบนิสัยของสุนัข แมว แต่ละสายพันธุ์แล้ว เชื่อได้ว่าจะช่วยให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถดูแลสัตว์เลี้ยงของพวกเขาได้อย่างถูกต้อง ทำให้สุนัข แมว มีนิสัยที่ร่าเริง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี

พฤติกรรมแมวก้าวร้าวฉี่เรี่ยราดไปทั่ว แก้ไขอย่างไร

คนเลี้ยงแมวจำนวนไม่น้อยระอากับพฤติกรรมแมวตัวผู้ที่มักจะพ่นฉี่แสดงอาณาเขตไปทั่ว เมื่อมีแมวตัวอื่นเข้ามาล้ำเขตที่จองไว้จะแสดงอาการดุร้ายโจมตี พบปัญหานี้ต้องรีบแก้ทันที หากปล่อยไว้ยิ่งบานปลาย

โดยปกติเราเข้าใจว่าแมวเป็นสัตว์รักสันโดษและเฉยเมยไม่ค่อยแสดงอารมณ์ให้เห็นเหมือนสุนัข พฤติกรรมฉี่ไปทั่วคล้ายกับการอิจฉาแบบนี้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ก็ยังอธิบายไม่ได้ว่าแมวมีความรู้สึกอย่างไร เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงที่ค่อนข้างเดาใจยาก เหตุผลแท้จริงของการฉี่จองเขตแดนน่าจะเป็นเรื่องสัญชาตญาณการเอาตัวรอดมากกว่า เป็นธรรมชาติของสัตว์ที่จะต้องแข่งขันแย่งชิงพื้นที่อยู่ อาหาร และน้ำ หากเลี้ยงแมวหลายตัวในบ้าน โดยเฉพาะตัวผู้ที่ยังไม่ทำหมันจะรู้สึกว่ามีการแข่งขันกันเอง นั่นคือสาเหตุที่เจ้าเหมียวจะฝากรอยฉี่ทิ้งกลิ่นเหม็นไปทั่วบ้าน

นิสัยแมวก้าวร้าวที่ชอบฉี่ไม่เป็นที่

แมวมักจะพ่นสเปรย์ฉี่ตามกำแพงหรือพื้น เหนือชามอาหาร หรือสถานที่หลับนอนสุดโปรด อธิบายได้ว่าเป็นการปกป้องสิ่งของจำเป็นในชีวิต หลายตัวมีพฤติกรรมก้าวร้าว คำรามข่มขู่ หากมองว่าตัวไหนเป็นคู่แข่งจะตบแย่งชิงอาณาเขตกัน ส่วนตัวที่โดนขู่ โดนตบทำร้ายแรง ๆ จะมีพฤติกรรมแตกต่างกันไป บางตัวไม่กินอาหารและซ่อนตัวตลอดเวลา บางตัวจะปีนป่ายไปทั่วเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับแมวที่เลี้ยงไว้ในบ้านหลายตัว

บางกรณีไม่ได้เกิดจากแมวด้วยกัน แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในบ้าน มักจะเกิดขึ้นหลังการตกแต่งบ้านแล้วเจ้าเหมียวฉี่ใส่เฟอร์นิเจอร์และของใช้ใหม่ หลังเปลี่ยนกระบะทรายแมว หรือกลับจากไปหาสัตว์แพทย์ แมวจะแสดงอาณาเขตทันทีที่เพิ่งมีเด็กทารกเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ แขกมาเยี่ยมเยียน หรือแมวจรเข้ามาสำรวจบ้าน เจ้าเหมียวจะรู้สึกอึดอัด เครียด จะเริ่มพ่นแสดงอาณาเขตได้เหมือนกัน ต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากสิ่งใด เมื่อจับทางได้แล้วก็จะแก้ปัญหาการพ่นฉี่ได้ง่ายขึ้น

ในกรณีที่ต้องการนำสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เข้าบ้าน แนะนำว่าควรแยกเลี้ยงคนละห้องซักระยะหนึ่ง จัดหาที่อยู่ที่นอน อาหาร ของเล่นและอุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับเจ้าตัวใหม่โดยเฉพาะ ไม่ให้แมวเจ้าถิ่นรู้สึกว่าถูกคุกคาม จนกระทั่งรู้สึกว่าคุ้นเคยกับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่แล้ว ค่อยแบ่งปันกันใช้อุปกรณ์และเลี้ยงร่วมห้องเดียวกัน หมั่นแสดงความรักและความใส่ใจเป็นพิเศษ ทำให้พฤติกรรมการหวงแหนจนต้องพ่นฉี่ไปทั่วลดลงได้เช่นเดียวกันนิสัยแมวก้าวร้าวที่ชอบฉี่ไม่เป็นที่

นิสัยฉี่เรี่ยราดเป็นปัญหากวนใจที่ไม่ควรละเลย เพราะความก้าวร้าวจากสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งอาจมีผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงทั้งหมดในบ้าน อย่าปล่อยให้แมวในบ้านต่อสู้กันเองจะทำให้ปัญหายิ่งแย่ลง พยายามแยกออกจากกันด้วยน้ำหรือเป่านกหวีดเพื่อเบนความสนใจ ไม่ควรลงโทษรุนแรงเพราะจะทำให้แมวก้าวร้าวมากขึ้น พยายามทุกทางแล้วยังไม่ดีขึ้นควรมองหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

หากตรวจสอบและแก้ปัญหาแล้ว แมวยังฉี่สะเปะสะปะ อาจทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว หรือแอบซ่อนตัวบ่อย ๆ อาจไม่ได้เป็นผลมาจากการแข่งขันกับตัวอื่น ควรพาไปหาสัตว์แพทย์เพื่อตรวจสอบว่าเกิดจากความเจ็บป่วยหรือไม่ อาจเกิดขึ้นได้จากปัญหาสุขภาพร่างกายก็เป็นได้