8 สิ่งดี ๆ จากการมี สุนัข แมว เป็นเพื่อน

สุนัข แมว เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่ครอบครัว คลุกคลีกับคนเรามาตั้งแต่สมัยโบราณนับพันปีเลยก็ว่าได้ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ได้สังเกตเห็นว่าในรูปสลักจากปิระมิดในอียิปต์ มีรูปแมวอยู่บนนั้นในลักษณะใกล้ชิดกับคน ส่วนสุนัขเองก็อยู่คู่กับหลายราชวงศ์ เช่น อังกฤษและไทยมานานหลายร้อยปี ดังที่มีสุนัข ย่าเหล ของในหลวง ร.6 และ คุณทองแดง ของในหลวง ร.9 ที่แสดงถึงความใกล้ชิดผูกพันกับคน

วันนี้เรามี “8 สิ่งดี ๆ จากการมี สุนัข แมว เป็นเพื่อน” มาฝากกัน เผื่อใครหลายคนจะอยากมีเพื่อนเป็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อยเหล่านี้กันมากขึ้น

1. ทำให้คุณกระฉับกระเฉง

การเลี้ยงสุนัข แมว ทำให้คุณมีความแอคทีฟ active มากขึ้น เพราะเขาจะมาชวนคุณขยับตัวเสมอ ๆ โดยเฉพาะสุนัขที่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์จะร่าเริงมีความสุขกับการได้กระโดดวิ่งเล่นไปกับคุณ

2. ทำให้คุณได้ออกกำลัง

อย่างที่คุณเห็นในหนังฝรั่งที่เจ้าของมักโยนจานร่อนแล้วให้สุนัขไปวิ่งเก็บ อย่าลืมว่า เพียงขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย คุณจึงได้ออกกำลังกายมากขึ้นกับสัตว์เลี้ยงเหล่านี้

3. ช่วยให้หายเครียด

เวลาที่คุณมีปัญหาจากการทำงาน ไม่ว่าจะหงุดหงิดเครียดแค่ไหน แค่กลับมาเจอเจ้าสุนัข แมว ตัวโปรด คุณจะรู้สึกประหลาดใจว่าความเครียดที่มี อาการเซ็งต่าง ๆ หายไปเกือบหมด

4. รู้สึกมีคุณค่า

เพราะอาการทำตัวอ้อล้อ กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ทุกวันที่เห็นคุณกลับมาจากทำงาน ทำให้คุณรู้สึกได้ทันทีว่าคุณมีค่ากับพวกเขามากกว่าใคร ๆ

5. ยิ้มง่ายกับเสน่ห์น่ารัก ๆ

สุนัข แมว มีประสาทสัมผัสทางการได้ยินและรับกลิ่นที่ดีกว่าคนหลายพันเท่า ธรรมชาติข้อนี้จึงทำให้สัตว์เลี้ยงสองสายพันธุ์นี้มีเสน่ห์ สังเกตที่ใบหูจะขยับไปมาเป็นเรด้าร์ ฟังเสียงนั่นนี่ จมูกดมฟุดฟิดเกือบตลอดเวลา

6. ช่วยเตือนภัยความผิดปกติ

หากมีสิ่งผิดปกติ สุนัข แมว จะทำให้คุณรู้ก่อนคนอื่น เพราะเขาจะเห่าหรือร้องเรียกก่อนที่ตาคุณจะเห็น เช่น มีคนแปลกหน้า มีงู เป็นต้น

อยากมีเพื่อนเป็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อย

7. ช่วยทำภาระกิจ

สุนัข มีอุปนิสัยที่ชอบอยู่คลุกคลีกับคน และว่ากันว่ามีความฉลาดเท่ากับเด็ก 7 ขวบ จึงนิยมนำมาฝึก เช่น สุนัขตำรวจช่วยดมกลิ่นหาสิ่งผิดกฎหมาย สุนัขนำทางคนพิการทางสายตา เป็นต้น

8. เป็น Nurse Aid ประจำตัว

สุนัขสามารถฝึกเป็น “บุรุษพยาบาล” เตือนเจ้าของว่า กำลังจะเป็นโรคลมชักกำเริบได้ หรือบอกได้ว่าเจ้านายกำลังเป็นโรคมะเร็งจากกลิ่นและสัมผัสที่ตาคนเราไม่อาจมองเห็นได้

สุนัข แมว ชอบคลุกคลีกับคนมากกว่าสัตว์อื่น ๆ หากคุณได้อยู่ใกล้ชิดกับเขา จะรู้ได้ถึงเสน่ห์และข้อดีอีกมายมายจากสัตว์เลี้ยงเหล่านี้

7 อาหารต้องห้ามสำหรับน้องแมว ที่คนเลี้ยงแมวต้องรู้…

เชื่อว่าหลายครอบครัวที่เลี้ยงน้องแมว รักและดูแลพวกเขาเหมือนกับเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งในครอบครัว รวมถึงเรื่องอาหารการกินที่อาจให้อาหารอื่นๆ ที่นอกเหนือจากอาหารเม็ดสำหรับแมวร่วมด้วยนั้น หากให้อาหารน้องแมวอย่างถูกต้องก็ถือว่าดีไป แต่หากว่ากำลังให้อาหารหรือป้อนยาอย่างผิดๆ ก็จะกลายเป็นโทษต่อร่างกายของน้องแมวได้ ทั้งในแบบสะสมค่อยเป็นค่อยไป หรืออันตรายแบบเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นก่อนที่เราจะให้อาหารน้องแมวอย่างผิดๆ จนเกิดเหตุที่น่าเสียใจขึ้น เราจึงควรมาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันว่า อาหารต้องห้ามสำหรับน้องแมวสุดรักของเรานั้นมีอะไรบ้าง จะได้หลีกเลี่ยงได้ทันเสียตั้งแต่วันนี้

1.นมวัว – เนื่องจากในร่างกายของน้องแมวไม่มีเอนไซม์ที่สามารถย่อยนมวัวได้ การให้นมวัว จึงไม่ส่งผลดีต่อน้องแมวอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้น้องแมวเกิดอาการท้องเสียได้ง่าย รบกวนระบบการย่อยอาหารและการทำงานของลำไส้โดยรวมทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากโดยเฉพาะหากจะป้อนนมให้กับลูกแมว ควรให้เป็นนมสำหรับลูกแมวโดยเฉพาะ หรือหากเป็นยามฉุกเฉินที่ไม่สามารถหานมสำหรับลูกแมวได้จริงๆ ก็ควรเลือกนมแพะมาป้อนไปก่อน จากนั้นค่อยรีบหานมสำหรับลูกแมวมาป้อนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

2.ช็อคโกแลต – ในช็อคโกแลตมีสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายของน้องแมวปนอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความหวานที่เกินพอดี สารพิษสำหรับน้องแมว และคาเฟอีนที่จะส่งผลโดยตรงต่อหัวใจของน้องแมว ดังนั้นจึงควรระวัง ถึงน้องแมวจะมาสะกิดขอลองชิม ก็อย่าป้อนให้น้องแมวเด็ดขาดเชียวนะ

ก้างปลา ไม่ได้ดีต่อแมว

3.ก้างปลา – แน่นอนว่าปลานั้นเป็นของชอบของน้องแมว แต่ไม่รวมถึงก้างปลาที่สามารถทำอันตรายกับคอ ทางเดินหายใจ และทางเดินอาหารของน้องแมวอย่างแน่นอน ทุกครั้งที่ให้ปลากับน้องแมว ควรแกะก้างปลาออกก่อนให้หมด บางทีคิดเอาเองว่าแมวเลาะก้างได้เอง โยนปลาทิ้งไว้แล้วหนีไปดูทีเด็ดบอลออนไลน์พักใหญ่กลับมาดูแมวสุดที่รักอาจชักเพราะก้างติดคอได้เหมือนกัน รวมถึงโอกาสที่ก้างปลาจะไปสร้างความระคายเคืองให้กับ คอ ทางเดินหายใจ และทางเดินอาหารนั้นมีมาก อาจแสดงอาการด้วยการไอแบบมีเลือดปนออกมาได้

4.ยาพาราเซตามอล – ข้อนี้ขอทำเครื่องหมายดอกจันไว้เลยว่า *อันตรายมาก* ห้ามให้น้องแมวกินยาพาราเซตามอลโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ เนื่องจากพาราเซตามอลจะเข้าไปทำลายตับและไต ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เกิดอาการไตวาย ระบบหมุนเวียนเลือดพัง อันตรายถึงชีวิต

5.ไข่ดิบ – อาจเป็นอันตรายที่ไม่เฉียบพลัน แต่เป็นอันตรายที่สะสมในร่างกายของน้องแมว เนื่องจากในไข่ดิบมีแบคทีเรียหลายชนิด หนึ่งนั้นคือ แบคทีเรียอีโคไล ที่ทำให้น้องแมวท้องเสียท้องร่วงได้ง่ายมาก ระบบการย่อยอาหารและลำไส้จะรวนไปหมด ทางที่ดีอย่าให้น้องแมวกินไข่ดิบจะดีกว่า

6.องุ่น – อย่ามองว่าองุ่นไม่มีพิษภัย แบ่งให้น้องแมวชิมก็ได้ไม่อันตราย เพราะแท้จริงแล้วองุ่นมีผลโดยตรงต่อไตของน้องแมว มีโอกาสที่จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน นำไปสู่อาหารไตวาย มีอันตรายถึงชีวิต

รอบรู้เรื่องการย่อยอาหารในแมวเหมียว

7.ของทอด – โดยทั่วไปของทอดจะมีสารปรุงรสในปริมาณที่ค่อนข้างมาก ซึ่งระบบร่างกายของน้องแมวไม่สามารถขับไล่สารพิษออกจากร่างกายได้อย่างมนุษย์ จึงทำให้ระบบไตทำงานหนักมากจนเกินไป และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในน้องแมวได้อีกด้วย

อาหารหลายชนิด เราคิดกันไปเองว่าน้องแมวกินร่วมกับพวกเราได้ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ แถมยังเป็นอันตรายต่อร่างกายของน้องแมวที่เรารักอีกด้วย ดังนั้นคนเลี้ยงแมวจึงควรศึกษาและใส่ใจในเรื่องของอาหารการกินสำหรับน้องแมวให้ดี จึงจะสามารถเลี้ยงดูน้องแมวให้มีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่กับพวกเราอย่างมีความสุขไปได้อีกนานๆ

รู้หรือไม่ พิพิธภัณฑ์สุนัขและแมวมีอยู่ทั่วโลก

สุนัขและแมวอยู่ร่วมกับมนุษย์มานานหลายศตวรรษ เป็นทั้งเพื่อน เป็นผู้อารักขาป้องกันและเป็นที่รักของผู้เป็นเจ้าของ คนส่วนใหญ่จะอารมณ์ดีเวลาเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเลื่อนดูภาพสุนัขและแมวที่น่ารักในเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคนรักสัตว์อาจทวีคูณมากกว่าเดิมหากคุณได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์เลี้ยงที่มีอยู่มากมายทั่วโลก เป็นสถานที่ที่ควรแวะเข้าไปเยี่ยมชมสักครั้ง สุนัขและแมวเป็นสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักของคนทั่วโลก จึงไม่แปลกใจที่มีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับสัตว์เลี้ยงแสนรักของตน

พิพิธภัณฑ์สัตว์สัตว์เลี้ยง ที่คุณอาจจะไม่รู้จัก

พิพิธภัณฑ์หมาและแมวอย่างน้อย 17 แห่งกระจายอยู่ทั่วโลกตั้งแต่รัฐมิสซูรีทางตอนกลางของสหรัฐอเมริกาไปยังมาเลเซียไปจนถึงเมืองมินสค์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเบลารุส หนึ่งในนั้นคือ “Ernest Hemingway Home And Museum” เป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวสัตว์เลี้ยงของนักเขียนผู้เป็นตำนาน “Ernest Hemingway” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักแมวมาก ในขณะที่เขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ยังสามารถเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แมวของเฮมมิงเวย์ได้ที่บ้านเก่าของเขาในเมืองคีย์ เวสต์ รัฐฟลอริด้า ที่นี่เลี้ยงแมวไว้ประมาณ 40-50 ตัวเห็นได้จะ ล้วนเป็นลูกหลานของเจ้าเหมียวตัวโปรดที่นักประพันธ์เลี้ยงไว้สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่

ต่อไปเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์เลี้ยง “Presidential Pet Museum” ความหมายตรงตามชื่อคือสัตว์เลี้ยงของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐนั่นเอง ทุกสิ่งในพิพิธภัณฑ์อุทิศให้กับสัตว์เลี้ยงของผู้นำเกือบทุกคนในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ขณะนี้พิพิธภัณฑ์สัตว์เลี้ยงของประธานาธิบดีปิดปรับปรุง แต่คุณสามารถสอดส่องดูสัตว์เลี้ยงของอดีตประธานาธิบดีทุกท่านได้ในเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ ส่วนผู้นำสหรัฐคนปัจจุบันข่าวว่ายังไม่มีสัตว์เลี้ยงในสังกัดในขณะนี้

ใกล้บ้านเราหน่อยก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ Kuching Cat ในเมืองกูชิงซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ในเกาะบอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย คำว่า Kuching แปลว่าแมวในภาษามาเลย์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีสิ่งประดิษฐ์เกี่ยวกับแมวมากกว่า 2,000 ชิ้นย้อนหลังไปถึง 5,000 ปี แสดงให้เห็นว่าเมืองนี้มีความรักความผูกพันกับแมวมาก คนรักแมวไปเที่ยวแล้วไม่ผิดหวัง อีกแห่งที่คล้ายกันคือพิพิธภัณฑ์ Maneki Neko หรือแมวนำโชค มีอยู่ 2 แห่งในญี่ปุ่นรวมทั้งอีกแห่งในเมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐ พิพิธภัณฑ์ล้นไปด้วยตุ๊กตาและเครื่องรางรูปแมวให้ชื่นชมหรือซื้อนำกลับบ้านไปพร้อมกับคุณเพื่อให้แมวโชคดีอยู่ใกล้กับหัวใจเสมอ

คุยเรื่องพิพิธภัณฑ์สุนัขกันบ้าง “Dog Collar Museum” เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสุนัขล้วนๆ ตั้งอยู่ที่ ปราสาทลีดส์ในเมืองเคนท์ ประเทศอังกฤษ เป็นแหล่งสะสมปลอกคอสุนัขจากศตวรรษที่ 16 ถึง 19 คนมาเที่ยวกันจำนวนมากก็เพื่อดูปลอกคอสุนัขนี่เอง ต่อไปเป็นพิพิธภัณฑ์สุนัขในสหรัฐชื่อว่า “American Kennel Club Museum Of The Dog” ในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ ซึ่งกำลังจะย้ายไปนิวยอร์ก ซิตี้ เร็วๆ นี้ ผู้ที่ชื่นชอบสุนัขจากทั่วโลกจะได้สัมผัสถึงความรักความเข้าใจอันลึกซึ้งระหว่างเจ้าของและสุนัขอันเป็นที่รัก นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมให้เจ้าของพาสุนัขไปร่วมงานด้วยในช่วงบ่ายวันสุดสัปดาห์ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนตุลาคม เห็นแล้วคุณจะเข้าใจว่าความรักความผูกพันทำให้สุนัขและกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวได้อย่างไร

รู้หรือไม่ พิพิธภัณฑ์สุนัขและแมวมีอยู่ทั่วโลก

ความสุขสร้างได้ แค่เลี้ยงสุนัขกับแมว

หลายคนเลี้ยงสุนัขและแมวไว้ในบ้าน รู้สึกว่าเติบเต็มครอบครัวให้มีความสุขและอบอุ่นมากขึ้น เป็นเรื่องจริงทีเดียว ผลการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงในสหราชอาณาจักรบ่งชี้ว่าการรับสุนัขและแมวเข้ามาเลี้ยงดูแล เป็นปัจจัยบวกทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ จากการศึกษาพบว่าการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงช่วยเพิ่มระดับความสุขและความสำเร็จในชีวิตมากขึ้นอีกระดับ ผู้เชี่ยวชาญที่สำรวจเจ้าของสุนัขและแมว 1,000 คนที่มีอายุเกิน 55 ปีและผู้ใหญ่วัยเดียวกันที่ไม่เลี้ยงสัตว์จำนวน 1,000 คนเท่ากัน พบว่าผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิต กลุ่มคิดบวกมีจำนวนมากเป็นสองเท่าของผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ชนิดใดเลย ผู้วัยเกษียณที่มีสัตว์เลี้ยงต่างก็มีรายได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัขและแมว

นอกจากนี้คนรักสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะแต่งงาน มีบุตร จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยและได้งานที่ดีทำตามความฝัน เจ้าของสัตว์เลี้ยงยังทำกิจกรรมออกกำลังกายมากเกือบสองเท่าของคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ สุขภาพดีกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเล่นกับสัตว์เลี้ยงเพิ่มอัตราการเต้นหัวใจ เลือดสูบฉีดแรง พาสุนัขไปเดิน เล่นกับแมว กระตุ้นการออกกำลังกายและทำให้มีความสุขมากขึ้น เป็นผลดีทั้งกับสัตว์เลี้ยงและผู้เป็นเจ้าของ ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าของสุนัขและแมว 9 ใน 10 เชื่อว่าสัตว์เลี้ยงของพวกเขาเป็นเพื่อนที่ส่งเสริมกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ จึงเจียดเวลาเล่นสนุกกับสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ

งานวิจัยเรื่องการเลี้ยงสุนัข แมวส่งผลดีต่อเจ้าของสัตว์เลี้ยงสนับสนุนให้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี เริ่มต้นเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นเพื่อนเพราะเห็นประโยชน์ในเชิงบวกได้มาก แม้แต่บ้านพักคนชราชั้นนำในสหราชอาณาจักรยังพิจารณานำสัตว์เลี้ยงเข้ามาช่วยบำบัดความเหงาให้ผู้สูงวัย ยอมรับให้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับการฝึกฝนให้มีมารยาทดีเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เพื่อให้เจ้าของได้เพลิดเพลินกับสุนัข แมวและใช้ชีวิตในช่วงปีที่เกษียณอายุอย่างมีคุณภาพ บางกรณีมีการนำสุนัขและแมวที่เป็นโครงการอาสาสมัครเข้ามาให้ความบันเทิงกับผู้สูงวัยที่บ้านพักคนชราด้วย

นักวิจัยอธิบายว่าสัตว์เลี้ยงทำให้เจ้าของมีความสุข สนุกและหัวเราะมากขึ้น ผ่อนคลายความเหงาและบรรเทาความเครียดได้ เจ้าของสุนัขและแมวเกือบครึ่งยอมรับว่าสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคุยแก้เหงา ได้พูดคุยปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึก คนชราถึง 16% ในผลการสำรวจนี้ยอมรับว่าถ้าไม่มีสัตว์เลี้ยงไว้คุยด้วยแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้จะคุยกับใคร คนชรากว่าครึ่งของการสำรวจนี้ไม่เคยรู้สึกเหงาเพราะมีเพื่อนรักสี่ขาคอยเป็นเพื่อนอยู่แล้ว สุนัขและแมวช่วยกระตุ้นให้ผู้สูงวัยลุกขึ้นออกกำลังกาย หลายคนบอกว่าสัตว์เลี้ยงทำให้พวกเขามีจุดมุ่งหมายในชีวิต มีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกัน ไม่ได้ตื่นมาแล้วรู้สึกว่างเปล่าอีกต่อไป

สุนัข แมว เป็นโรคอ้วน อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

คุณเคยสงสัยไหมว่า สุนัข แมว ตัวกลมน่ากอดของคุณเป็นโรคอ้วนหรือเปล่า แมวเป็นโรคเบาหวาน สุนัขป่วยโรคมะเร็ง นกมีคอเลสเตอรอลสูง หรือแม้แต่กระต่ายที่ก้มลงเลียขนทำความสะอาดตัวเองไม่ได้ ทุกตัวเป็นโรคอ้วนเหมือนกันหมด เกิดจากสาเหตุใดกันแน่ น้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหานี้พบมากในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก

ดร. เออร์นี วอร์ด สัตวแพทย์ ผู้ก่อตั้งสมาคมป้องกันสัตว์เลี้ยงที่น่าสงสาร อธิบายว่า เรากำลังเผชิญปัญหาใหญ่ เพราะสัตว์เลี้ยงเกือบทั้งหมดในสหรัฐมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน สถิติล่าสุดเห็นชัดว่าสุนัขประมาณ 54% และแมว 59% มีพิกัดน้ำหนักเกินมาตรฐาน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงเป็นโรคอ้วนแล้ว สำหรับสัตว์เลี้ยงทั่วไป เช่น สุนัข แมว แนะนำให้ดูไขมันหน้าท้อง ถ้าพุงย้วย ท้องห้อยหรือลากบนพื้น จับคลำไม่เจอซี่โครง มีแต่ชั้นไขมันนุ่ม ไม่เห็นเอว เริ่มส่อเค้าปัญหาโรคอ้วนแล้ว แต่ถ้าเป็นสัตว์แปลก เช่น นก กระต่าย หรือหนูตะเภา อาจจะสังเกตยาก ต้องไปหาสัตว์แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์แปลกโดยเฉพาะ

การตรวจสอบว่าสัตว์เลี้ยงมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนหรือไม่ สัตวแพทย์ประเมินด้วยวิธีเช็คน้ำหนักส่วนเกิน เรียกว่า Body Condition Score หรือ BCS ซึ่งแบ่งความสมบูรณ์ของร่างกายออกเป็นระดับ อ้วนเกินไปไม่ได้และผอมเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน ทุกวันแมวเซเลบล้วนอ้วนท้วนน่ากอด ทำให้เจ้าของหลายคนบ่นกับสัตวแพทย์ว่า น้องผอมเกินไป ทำยังไงดี ทั้งที่จริง สุนัข แมว นั้นมีสุขภาพสมบูรณ์กำลังดี คุณอาจไม่รู้ว่าหมาแมวอ้วนที่ต้องควบคุมอาหารและลดความอ้วนนั้นเป็นงานหนัก เวลาเดินจะเห็นความลำบาก เหนื่อยง่าย เพราะพกน้ำหนักและไขมันส่วนเกินในช่องท้องไว้ตลอดเวลา ถ้าเจ้าของไม่ดูแลอย่างถูกวิธีจะอ้วนได้กระทั่งกระต่ายและนก น่าเศร้าที่สุดคือสัตว์เลี้ยงที่อ้วนจนยืนไม่ไหว ได้แต่นั่งหรือนอนหมอบอยู่ท่าเดียว ไม่คล่องตัว ไม่ปราดเปรียวและซุกซนเหมือนแต่ก่อน

โรคอ้วนในสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

สัตว์น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และไม่น่ารัก เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้อายุสั้น การรักษาก็เสียเวลาและราคาแพง ละลายทรัพย์ในกระเป๋าสตางค์ไปไม่น้อย สัตว์เหล่านั้นจะทุกข์ทรมานจากน้ำหนักเกิน อาจเป็นโรคเบาหวาน , โรคความดันโลหิตสูง , โรคไต , โรคมะเร็ง , โรคกระดูกและข้ออักเสบจะเห็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยคือโรคข้อเข่าเสื่อมทำให้เจ็บปวดและเป็นอัมพาตได้ สำหรับสัตว์เลี้ยงที่แปลก เช่น นก อาจเกิดปัญหาโรคหัวใจและแพทย์ไม่สามารถผ่าตัดหัวใจได้ ดังนั้นเจ้าของควรจะป้องกันและจัดการควบคุมน้ำหนักสัตว์เลี้ยงให้ดี ถ้า สุนัข แมว เริ่มอวบอ้วนเกินมาตรฐาน ควรพาไปตรวจเลือดและตรวจสุขภาพ ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสมเช่นเดียวกับ เพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินและรักษาร่างกายให้แข็งแรง

แนะนำว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงควรทำตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ว่าจะให้อาหารแก่สัตว์เลี้ยงปริมาณมาน้อยขนาดไหน หากทนเสียงออดอ้อนไม่ไหว อาจทดแทนด้วยของว่าง เช่น แครอท , ถั่วเขียว , ผักกาดหอมหรือผักอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เจ้าของต้องพาสัตว์เลี้ยงไปออกกำลังกาย กระตุ้นให้ตื่นเต้นและวิ่งสนุกไปรอบ ๆ ช่วยให้แข็งแรงและคุณภาพชีวิตดีขึ้น คุณควรสอบถามเรื่องน้ำหนักสัตว์เลี้ยงทุกครั้งที่ไปพบสัตวแพทย์ ถ้าแพทย์ท่านใดละเลย ไม่ต้องการจะคุยเรื่องนี้ ให้หาสัตวแพทย์คนใหม่ได้เลย

สุนัขเป็นโรคอ้วน

แบ่งปันเตียงให้ สุนัข แมว มีผลดีผลเสียอย่างไร

หลายคนยอมแบ่งปันเตียงให้สัตว์เลี้ยงนอนด้วย แต่ยังสงสัยว่าจะมีปัญหาสุขภาพหรือไม่ ช่วยให้คนหลับยากรู้สึกอุ่นใจ นอนเต็มอิ่มและหลับง่ายขึ้นจริงหรือ เราจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณนอนกับ สุนัข แมว บ่อยแค่ไหน สมาคมสินค้าสัตว์เลี้ยงแห่งอเมริการายงานว่า ครอบครัวคนอเมริกันกว่า 60% มีสัตว์เลี้ยง ประมาณครึ่งหนึ่งแบ่งห้องให้สัตว์เลี้ยงนอนด้วย เจ้าของกว่า 45% ให้สุนัขนอนบนเตียง มีเพียง 17% ใช้ที่นอนสุนัข ส่วนแมวจะใกล้ชิดกับคนมากกว่า เจ้าของแมวที่เป็นผู้ใหญ่ 45% ให้แมวบนเตียง และอีก 13% ให้แมวนอนกับเด็ก เทียบกับในฝรั่งเศสและเยอรมนี มีเจ้าของสัตว์เลี้ยงเพียง 30% ชอบนอนกับ สุนัข แมว ส่วนสเปนมีเพียง 14% เท่านั้น

ความรู้สึกปลอดภัย การแชร์เตียงกับสัตว์เลี้ยงทำให้รู้สึกปลอดภัยทั้งทางอารมณ์และร่างกายในเวลากลางคืน เป็นเหตุผลที่หลายคนเลี้ยงสุนัขให้นอนใกล้ชิดกับตัวในขณะที่หลับซึ่งเป็นช่วงที่กำลังอ่อนแอที่สุด สัตว์เลี้ยงสามารถทดแทนคนที่อาศัยอยู่คนเดียว หรือเมื่อคู่รักอยู่ห่างออกไป

ลดความเครียด โรคนอนไม่หลับทำให้เครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล อารมณ์เสีย สัตว์เลี้ยงช่วยให้สงบอกสงบใจและคลายความวุ่นวายทางอารมณ์ ช่วยลดความเครียดและหลับสบายในเวลากลางคืน

อบอุ่นและสบายใจ สัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิร่างกายที่อุ่นกว่าเรา เป็นเหมือนผ้าห่มที่อบอุ่น การหายใจเป็นจังหวะช่วยให้รู้สึกสบายใจ

ผูกพันกันมากขึ้น สุนัข แมว ชอบอยู่ใกล้เจ้าของ ยิ่งได้นอนหลับด้วยกันทำให้มีความสุขเช่นกัน เกิดความรู้สึกผูกพันกันมากขึ้น

ถ้ามองมุมกลับกัน ศูนย์นิทราเวชศาสตร์ที่เมโยคลินิกในเมืองสก็อตเดล มลรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา รายงานว่า เจ้าของส่วนใหญ่ชอบให้สัตว์เลี้ยงอยู่ด้วย รู้สึกอบอุ่นปลอดภัย นอนหลับง่ายขึ้น แต่กลับเป็นว่าผู้ป่วยที่นอนไม่หลับและเข้ารักษาตัวมากกว่าครึ่งมีปัญหาสัตว์เลี้ยงรบกวนให้ตื่นกลางดึก ทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม คุณภาพการนอนไม่ดี

ขัดจังหวะการนอนหลับ เวลาหมา แมวขยับตัวจะปลุกให้รู้สึกตื่นขึ้น รบกวนการนอนหลับในเวลากลางคืน เรื่องนี้แก้ไขได้โดยใช้ที่นอน ให้อยู่ในห้องได้ แต่ไม่ใกล้จนเกินไป

เป็นก้างขวางคอคู่รัก สัตว์เลี้ยงเข้ามาขวางทำให้คู่รักห่างเหินกัน ต้องฝึกให้นอนหลับได้ทุกที่ นอนข้างเตียงก็ได้

คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรหลีกเลี่ยงการนอนกับสัตว์เลี้ยง เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยติดเชื้อโรคในสัตว์ป่วย ถ้าคุณกำลังเป็นไซนัส สัตว์เลี้ยงจะพยายามช่วยโดยการเลียน้ำมูกให้เปรอะเปื้อนเชื้อไซนัสกระจายไปทั่วใบหน้า เสี่ยงเกิดโรคการเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก (SIDS) หรือเสี่ยงถูกกัดโดยไม่ตั้งใจ เพราะถ้า สุนัข แมว อาจเผลอทำร้ายเวลาฝันร้ายละเมอ ไม่ควรปล่อยให้นอนบนเตียงเดียวกับเด็กเล็ก

การนอนร่วมเตียงกับสัตว์เลี้ยงอาจเสี่ยงโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน ซึ่งแม้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่มีโอกาสเป็นไปได้ เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและปรสิต แม้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่เป็นไปได้ โรคแมวข่วนติดต่อจากหมัดแมวกัดเกิดการอักเสบรุนแรงที่ตับและม้าม อาจทำให้เสียชีวิตได้

เตียงสำหรับสุนัข ความจำเป็นที่ควรมี

สุนัข เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์อย่างที่เราทุกคนเคยได้ยินมาแบบนั้น และเพื่อนที่ดีที่สุดของเรานั้นสมควรได้รับพื้นที่ขนาดเล็กของเขาเอง ไม่เพียงเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อีกมากมาย การกระแทกข้อต่อและกระดูก เมื่อสุนัขอายุมากขึ้นจุดที่ทำให้สุนัขสบายตัวของเขาเองจะมีประโยชน์มาก นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในกรณีของสุนัขที่มีน้ำหนักเกินหรืออาเจียน เตียงสุนัขจะให้การสนับสนุนเป็นพิเศษและกันกระแทกของข้อต่อ คุณสามารถมีเตียงสำหรับสุนัขได้มากกว่าหนึ่งเตียง วิธีนี้สุนัขจะมีพื้นที่หรือจุดของตัวเองในบ้านที่พวกเขาได้รับความเป็นส่วนตัว สุนัขของคุณจะรักที่ในส่วนนั้นแบบที่มนุษย์เองทุกคนก็รักความเป็นส่วนตัว เพื่อนขนยาวของเราควรได้รับความเป็นส่วนตัวด้วยเหมือนกัน

การป้องกันและการรักษาความปลอดภัย สุนัขสามารถหลับได้ทุกที่ก็จริง แต่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขาจริงหรือ? สุนัขอาจจะรู้สึกเย็นหรือป่วยถ้าจุดที่พวกเขานั่งหรือนอนไม่สะอาด การมีเตียงสุนัขจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าพวกเขาได้รับการดูแลเรื่องความสะอาดและรักษาความปลอดภัยอย่างดี ปกติแล้วสุนัขเองก็จะรู้สึกทรมานหากว่าต้องเจอกับอากาศเย็นๆเช่นกัน เพียงแต่มันสื่อสารออกมาเป็นภาษามนุษย์ไม่ได้เท่านั้นเอง และเตียงสุนัขจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่น ความสะดวกสบาย และแน่นอนว่าช่วยให้สุนัขสุขภาพที่ดีด้วย

การป้องกันการบาดเจ็บ มันคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีหากว่าคุณเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เล็กเพราะคงจะรู้ดีว่ามันละเอียดอ่อนแค่ไหนในเรื่องการเกิดอุบัติเหตุจนมีอาการบาดเจ็บหากว่าสุนัขของนอนบนเตียงแล้วต้องกระโดดขึ้นลงเพื่อพยายามหาที่นอนที่สบายๆ แต่หากคุณมีเตียงสำหรับสุนัขก็จะสามารถป้องกันการบาดเจ็บประเภทนี้ได้

เตียงหมาน้อย

ชนิดของเตียงสุนัข

  • Super Support Beds
  • Lounging Beds
  • Nestling Beds

ซึ่งการจะเลือกเตียงแบบไหนนั้นอาจจะต้องใช้การสังเกตว่าสุนัขของคุณมีท่าทางหรือลักษณะการนอนแบบไหน สุนัขบางตัวชอบที่จะขดตัว หรือบางคนชอบที่จะนอนยืดตัว ควรใส่ใจสัตว์เลี้ยงคุณบ้าง ไม่ใช่เอาแต่นั่งเช็คผลบอล 7M อย่างเดียว นี่เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยคุณตัดสินใจเลือกชนิดของเตียงที่ต้องการได้ ถึงเวลาแล้วที่จะให้เพื่อนของคุณได้อยู่บนเตียงที่ทำให้พวกเขารู้สึกสบายและมีความสุข นั่นเป็นสิ่งที่คนเป็นเจ้าของสุนัขต่างก็อยากจะให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

4 เคล็ดลับ สำหรับการอาบน้ำให้สนุกกับสุนัขของคุณ

4 เคล็ดลับ สำหรับการอาบน้ำให้สนุกกับสุนัขของคุณ

เป็นเรื่องธรรมดาที่สุนัขจะเกลียดการอาบน้ำ แต่อาจมีสุนัขบางตัวที่สามารถหลงรักการอาบน้ำได้เหมือนกันเพียงแต่มันอาจจะหายากอยู่สักหน่อย สำหรับเจ้าของแล้วการอาบน้ำให้สุนัขเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายอยู่เหมือนกัน สุนัขส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบที่จะให้ขนของตัวเองเปียกน้ำด้วย แม้ว่าการอาบน้ำเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสุนัขของคุณ แต่มีวิธีบางอย่างที่จะทำให้ลูกสุนัขของคุณหลงรักการอาบน้ำสุนัขได้เหมือนกัน ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับในการเปลี่ยนเวลาอาบน้ำที่ดูไม่ดีนักอย่าให้กลายเป็นหมาเเละเเมวจรจัด เเต่ให้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับสุนัขของคุณ

1.ลงทุนในผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง

สิ่งที่แย่ที่สุดที่คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับสุนัข ผลิตภัณฑ์บางอย่างอาจระคายเคืองผิวหนังสุนัขหรือแมวของคุณและบางส่วนอาจทำให้เกิดอาการคันซึ่งสัตว์เลี้ยงของคุณเกิดอาการหงุดหงิด ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขของคุณมีประสบการณ์การอาบน้ำที่ดีที่สุดก็ควรลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ดีซึ่งเหมาะกับความต้องการของสุนัขเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายตัวทั้งในขณะอายน้ำและหลังอาบเสร็จแล้ว

2.แผ่นกันลื่น

เมื่อคุณเริ่มอาบน้ำอุ้งเท้าและพื้นจะเปียก และสุนัขจะตื่นเต้นและเริ่มวิ่ง การวิ่งบนพื้นลื่นๆจะกลายเป็นอันตรายอย่างมากสำหรับสุนัขและอาจทำให้มันได้รับบาดเจ็บ

3.อุปกรณ์อาบน้ำ

เพื่อให้ประสบการณ์การอาบน้ำของสุนัขของคุณดีขึ้น ควรลงทุนในอุปกรณ์อาบน้ำที่ดีที่ออกแบบให้การดูแลอาบน้ำที่ดีที่สุดที่คุณสามารถจ่ายได้ พยายามรับใช้ผ้าขนหนูและเสื้อคลุมที่สบาย ผ้าขนหนูและเสื้อคลุมที่สะดวกสบายจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณรู้สึกถึงความรักและจะช่วยให้พวกเขาสงบลงหลังจากอาบน้ำ

4.ผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งสุนัข

ประสบการณ์การอาบน้ำสำหรับสุนัขของคุณจะไม่สมบูรณ์หากคุณไม่ได้ลงทุนในผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งที่ดี ให้สุนัขหรือแมวของใช้ครีมนวดแปรงที่ดีที่สุด มีผลิตภัณฑ์บางอย่าง เช่น ช่วยกำจัด เห็บ หมัด ซึ่งช่วยให้เจ้าของนำสัตว์เล็กๆเหล่านี้ออกจากขนสัตว์ของสัตว์เลี้ยงได้ นอกจากนี้ยังอาจสามารถลงทุนในแป้งและน้ำหอมสุนัขได้ หากว่าคุณมีงบประมาณที่สามารถจะจ่ายได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

ทั้ง 4 ข้อนี้น่าจะเป็นทางออกสำหรับการช่วยให้สุนัขของคุณรู้สึกดีต่อการอาบน้ำได้มากขึ้น ในช่วงแรกๆนั้นอาจจะยังคงต้องใช้เวลาให้สุนัขเกิดความเคยชิน แต่หากว่าเลือกใช้อุปกรณ์ที่ดีและการอาบน้ำที่ถูกต้องก็น่าจะทำให้การอาบน้ำสุนัขของคุณทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม และก็หมายถึงสุนัขสุขภาพดีเช่นกัน ในขณะที่ตัวเจ้าของเองก็จะทำให้กลายเป็นงานที่ดูไม่น่าเบื่อจนเกินไปด้วย

ทำยังไงดีเมื่อแมวหายออกจากบ้าน

ทำยังไงดีเมื่อแมวหายออกจากบ้าน

สิ่งที่ทำให้คนที่เลี้ยงแมวต้องเป็นทุกข์ที่สุดนอกจากเรื่องของอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆที่มีอยู่มากมายแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำของคนที่เลี้ยงแมวมีโอกาสที่จะได้เจอก็คือปัญหาเรื่อง “แมวหายออกจากบ้าน” ออกจากบ้านนั่นเอง แต่จะทำยังไงดีหากว่าแมวของคุณอยู่ๆหายไปจากบ้านนานๆ

1. ใจเย็นๆ – หยุดการตำหนิตนเองหรือคนในบ้านและหายใจเข้าลึกๆ เพราะคุณจำเป็นต้องใช้สติปัญญาทั้งหมดของคุณเพื่อทำตามขั้นตอนที่มีความจำเป็น

2. ตรวจค้นให้ทั่วบ้าน – ตรวจสอบบ้านของคุณจากบนลงล่าง ห้องใต้หลังคา(ถ้ามี),ตู้เสื้อผ้า,ลิ้นชักและห้องต่างๆที่อยู่ในบ้านทั้งหมด เพราะบางทีมันอาจจะกำลังขดตัวอยู่ใกล้ๆแต่ไม่ได้ออกมาเวลาที่คุณเรียกก็ได้ เพราะมีหลายกรณีมากที่แมวไม่ได้หายไปไหนแต่อาจมีความผิดปกติบางอย่างจนอาจเลือกใช้วิธีการซ่อนตัวอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านที่มันรู้สึกว่าปลอดภัยนั่นเอง

3. สอบถามเพื่อนบ้าน – เป็นไปได้มากเช่นกันว่าแมวอาจจะกระโจนออกไปจากบ้านเพื่อไปเที่ยวเล่นอยู่รอบๆบริเวณใกล้ๆที่เป็นเพื่อนบ้าน ลองวอบถามดูให้แน่ใจว่าพบเห็นหรือไม่ ถ้าเห็นครั้งสุดท้ายคือเมื่อไหร่

4. นำของเล่นที่แมวชอบติดตัวไปด้วย – หากจะไปค้นหาแมวที่หายตัวไปและอาจจะกำลังซ่อนตัวอยู่ให้นำของเล่นหรือสิ่งของที่แมวของคุณชอบนำติดตัวไป เพราะหากว่ามันซ่อนตัวอยู่เพราะความกลัวของเล่นที่มีกลิ่นจะทำให้มันรู้สึกคุ้นเคยและมีความปลอดภัย และให้เรียกแมวด้วยการใช้น้ำเสียงตามปกติที่เคยเรียกอย่าตะโกนเสียงดังๆ เพื่อให้แมวจำได้ว่าเป็นเสียงของเจ้าของเพราะความคุ้นเคย ส่วนหากต้องตามหาในตอนกลางคืนให้นำไฟฉายติดตัวไปด้วยเพราะตาของแมวจะสะท้องกับแสงในเวลากลางคืนจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเจอตัวได้ง่ายขึ้น

5. ใช้ Social Media ให้ช่วย – ไม่มีอะไรที่จะกระจายข่าวได้เร็วเท่ากับการใช้ Social อีกแล้ว ให้เอารูปถ่ายที่ชัดที่สุดพร้อมกับรายละเอียด เช่น สายพันธุ์ สี พิกัดที่หาย ปลอกคอแบบไหน หรือมีจุดเด่นอะไรที่ดูแล้วแตกต่างจากแมวตัวอื่น และหากทำได้ลองเสนอค่าตอบแทน เล็กๆน้อยๆให้กับผู้ที่เจอก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เจอตัวแมวได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือการตั้งสติให้ดีก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าควรทำอะไรบ้าง ซึ่งบางทีก็เป็นไปได้สูงมากว่าฝากแมวอาจจะไปเที่ยวเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น บางตัวอาจจะหายไปนานสักหน่อยแต่ก็จะกลับมาบ้านเองได้ซึ่งก็มีให้เห็นบ่อยมากเช่นกัน

หากจะเลี้ยงลูกสุนัข ต้องพาไปตรวจสุขภาพหรือไม่?

หากคุณกำลังจะมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ภายในบ้านของคุณ คุณจะต้องใส่ใจทุกรายละเอียดของเขาเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะถ้าหากสัตว์เลี้ยงที่ว่านี้เป็น “ลูกสุนัข” ด้วยแล้ว คุณยิ่งจะต้องใส่ใจและมีการดูแลอย่างเป็นพิเศษเลยทีเดียว เพื่อที่คุณจะได้เตรียมความพร้อมกับการรับลูกสุนัขมาเลี้ยงดูได้อย่างถูกต้อง สิ่งแรก ๆ ที่คุณจะต้องทำนั่นก็คือ พยายามเรียนรู้และทำความรู้จักนิสัย พร้อมทั้งความต้องการของลูกสุนัข และที่สำคัญถ้าหากใครกำลังสงสัยว่า หากเป็นลูกสุนัข จะต้องพาไปตรวจสุขภาพหรือไม่? ขอตอบแบบชัด ๆ เลยค่ะว่า มีความจำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องพาพวกเขาไปตรวจสุขภาพ เพื่อที่คุณจะได้รู้เท่าทันว่าสุขภาพของเขาเป็นอย่างไร และคุณจะต้องดูแลเขาอย่างไรต่อไป

การนำลูกสุนัขไปตรวจสุขภาพ เพื่อเลี้ยงดูลูกสุนัขได้อย่างถูกต้อง

สำหรับลูกสุนัขแรกเกิด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ของพวกเขาผ่านทางน้ำนมก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ ลดลงและหายไปเมื่อลูกสุนัขค่อย ๆ โตขึ้น และย่างเข้าสู่วัย 8 – 12 สัปดาห์ นอกเหนือจากนี้เมื่อเวลาผ่านไปและสุนัขไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ภูมิคุ้มกันของพวกเขาอาจจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่ได้อยู่ในระดับที่สามารถป้องกันโรคร้ายแรงได้ในที่สุด

ซึ่งการที่ลูกสุนัขได้รับวัคซีนภายในระยะเวลาที่ดี มีความเหมาะสม ย่อมเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้เขามีเกราะป้องกันโรคภัยได้อย่างมากมาย หากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มต้นเลี้ยงลูกสุนัข คุณก็ควรที่จะพาพวกเขาไปตรวจสุขภาพเสียก่อน พร้อมทั้งขอคำแนะนำและคำปรึกษาในเรื่องของการฉีดวัคซีน เพื่อที่คุณจะได้มีความมั่นใจผ่านการดูแลพวกเขาได้โดยตรง อย่างน้อยความรู้และความเข้าใจผ่านการดูแลสุขภาพของพวกเขาที่คุณมี จะช่วยทำให้พวกเขาเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี และมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นอย่างมาก สำหรับลูกสุนัขตัวไหนที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ พร้อมทั้งมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนตั้งแต่ 8 สัปดาห์ หรืออาจจะ 6 สัปดาห์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของสัตวแพทย์ร่วมด้วย

วัคซีนที่ใช้ฉีดลูกสุนัข สามารถป้องกันโรคติดต่อได้ ดังนี้

– โรคไข้หวัด พร้อมทั้งโรคหลอดลมอักเสบแบบติดต่อ
– โรคไข้หัดสุนัข
– โรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข
– โรคตับอักเสบ
– โรคฉี่หนู
โรคพิษสุนัขบ้า ที่นับได้ว่าอันตรายที่สุด

นอกจากในเรื่องของการฉีดวัคซีนให้กับลูกสุนัขแล้ว คุณจะต้องใส่ใจในเรื่องของความสะอาด พร้อมทั้งคอยป้องกันกำจัดเห็บและหมัดให้อยู่หมัด นอกจากนี้ยังคงมีเรื่องของพยาธิที่สามารถเกิดขึ้นได้ในลูกสุนัขทุกตัว หากมีการป้องกันดี ๆ ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพของพวกเขา